พบพระบรมอัฐิ “ขุนหลวงหาวัด”

0
18

พบพระบรมอัฐิ “ขุนหลวงหาวัด” หรือ “สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร” พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 33 แห่งกรุงศรีอยุธยา และรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้ถูกกวาดต้อนไปที่พม่าด้วยพร้อมเจ้านายและเชลยชาวไทยอื่น ๆ โดยพม่าได้ให้สร้างหมู่บ้านอยู่รอบเมืองมัณฑะเลย์ และพระองค์ได้เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “คำให้การขุนหลวงหาวัด”

ในปัจจุบัน หมู่บ้านดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีอยู่ มีชื่อว่า “เมงตาสึ” แปลว่า “เยี่ยงเจ้าชาย
และก็ยังมีหลักฐานปรากฏถึงวัฒนธรรมไทยอยู่ เช่น ประเพณีการขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์
หรือการตั้งศาลบูชาพ่อปู่ หรือ หัวโขน เป็นต้น
แม้ผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไม่สามารถพูดไทยหรือมีวัฒนธรรมไทยเหลืออยู่แล้วก็ตาม
แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นเชลยมาจากไทย ปัจจุบันคนไทยกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า “โยเดีย” (Yodia)

ปี พ.ศ. 2540 มีข่าวว่าพบพระบรมสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร
บริเวณสุสานร้าง เมืองอมรปุระ ไม่ไกลจากสะพานไม้สักอูเบ็ง

ข้อสันนิษฐานเกิดจากการพิจารณารูปพรรณสัณฐานไม่ได้ว่าเป็นแบบมอญ หรือพม่า
คนเฒ่าคนแก่ในย่านนั้นก็เรียกสถูปนี้ว่า “โยเดียเซดี” (Yodia Zedi) แปลว่า สถูปอยุธยา

แต่ข้อห้ามของทางการพม่าที่ไม่ให้ขุดค้นหลักฐานโบราณคดีในสถูป ทำให้กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์

เมื่อเมียนมาจะพัฒนาพื้นที่รกร้างในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นสุสานเก่า จึงส่งหนังสือแจ้งหลายประเทศเพื่อให้มาขุดศพของบรรพบุรุษที่ฝังไว้กลับไป รวมทั้งประเทศไทยด้วย

เมียนมาเองก็เชื่อว่าในอดีตเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงของพระมหากษัตริย์ไทย เนื่องจากมีหลักฐานจารึกไว้

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ สถาปนิกของไทยและเมียนมา จึงเดินทางไปตรวจสอบ ล่าสุดได้ขุดพบพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร จึงเตรียมดำเนินโครงการปฏิสังขรณ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน

คณะทำงานฝ่ายไทย ประกอบด้วย วิจิตร ชินาลัย สถาปนิกอำนวยการและนักอนุรักษ์ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สถาปนิกอาวุโส นักอนุรักษ์ นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ ปองขวัญ ลาซูส สถาปนิกและนักอนุรักษ์ ประดาป พิบูลสงคราม เอกอัครราชทูตไทย ที่ปรึกษา ชาตรี รัตนสังข์ วิศวกรอาวุโส และพัทธมน นิยมค้า สถาปนิกประสานงาน

“สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร” มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าดอกเดื่อ” (อุทุมพร หมายถึง มะเดื่อ) เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะสวรรคตได้มอบพระราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร แต่ทรงฝักใฝ่ในการศึกษาธรรมะ จึงทรงออกผนวชหลังขึ้นครองราชย์ได้ระยะหนึ่ง และยกพระราชสมบัติให้พระเจ้าเอกทัศน์ ซึ่งเป็นพระเชษฐา หลังจากนั้นได้เกิดสงครามขึ้น พระเจ้าเอกทัศน์ทรงงานปกป้องบ้านเมืองมาโดยตลอด แต่พอข้าศึกมากขึ้นทหารจึงนิมนต์พระเจ้าอุทุมพรมาช่วยรบ พระองค์จึงทรงลาสิกขาออกมานำรบอีกแรงหนึ่งจนสามารถป้องกันเมืองไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีสงครามเรื่อย ๆ จนกระทั่งกรุงแตก ซึ่งในสมัยที่กรุงแตกนั้นท่านกลับไปผนวชแล้ว

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับชาวอยุธยาประมาณแสนกว่าคน ประกอบด้วยช่างฝีมือ และเชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ ซึ่งเมียนมามีบันทึกไว้ในพงศาวดาร ทั้งฉบับหอแก้วและคองบอง

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สมัยที่เสด็จไปนั้นทรงไปในฐานะสมณเพศ และยังมีพระพรรษามากแล้ว พม่าหรือเมียนมาจึงให้ความเคารพว่าทรงเป็นพระมหาเถระ ส่วนเชื้อพระวงศ์ของไทยที่สมรสกับกษัตริย์พม่าก็อยู่ในวัง ชาวอยุธยาคนอื่น ๆ ก็ได้รับการจัดสรรที่อยู่ให้รอบ ๆ เมือง ทั้ง ช่างทำทอง ช่างทำไม้ ช่างทำเงิน ช่างฝีมือ โดยจะกระจัดกระจายกันอยู่

ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรประทับที่พม่าได้ทรงจำวัด 2 วัด คือ วัดมะเดื่อ ซึ่งพระเจ้าปดุง สร้างถวาย หลังจากจำพรรษาได้ 16 ปี พระเจ้าปดุงได้มาตั้งอาณาจักรอมรปุระใหม่จึงนิมนต์เสด็จมาอยู่ที่ วัดเปาแลหรือปงแล ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคต พระเจ้าปดุงได้พระราชทานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ ที่ สุสานลินซินกง ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า ล้านช้าง ในเมืองอมรปุระ ติดทะเลสาบตองตะมัน สุสานนี้เป็นสุสานของคนชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์พม่า ตัวสุสานมีการจารึกไว้ว่า มีพิธีถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติ

หลังจากสิ้นรัชสมัยพระเจ้าปดุงแล้ว สุสานแห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่รกร้าง กลายเป็นที่ทิ้งขยะ และเสื่อมโทรมลงอย่างมาก จนกระทั่งปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์มีโครงการจะพัฒนาพื้นที่ ก็พบว่ามีองค์สถูปที่เชื่อได้ว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรตั้งอยู่ ทางคณะจึงได้ประสานติดต่อขอพบผู้ว่าการรัฐมัณฑะเลย์ เพื่อทราบนโยบายการดำเนินการของโครงการ แล้วขออนุญาตรื้อเองเพื่อค้นหาหลักฐานภายในสถูป

ต่อมาเดือนกันยายนปี 2555 รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปประชุมระดับรัฐบาล และขออนุญาตกับภาครัฐบาลของพม่า 2 ข้อ คือ
1.ขอให้พม่าชะลอการรื้อถอนสถูปออกไประยะหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายไทยได้มีการสำรวจเพิ่มเติม ในการขุดค้นพบหลักฐานโบราณคดี ที่เกี่ยวโยงกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ภายในองค์สถูป ซึ่งทางการเมียนมาอนุมัติ และขอให้ไทยดำเนินการด้วยความรวดเร็ว
2. ขอให้มีโครงการสำรวจภายในองค์เจดีย์ร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา เพื่อหาหลักฐานภายในองค์เจดีย์ ที่เชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ทางการเมียนมาจึงอนุมัติเป็นชื่อโครงการว่า ’Joint development of Thai government and Myanmar government for fact finding Archaeological of the stupa believed to be that of King Udumbara (Dok Dua)” ซึ่งมีระยะเวลาการทำงาน 1 เดือน โดยมีมาตรฐานในการปฏิบัติทุกขั้นตอน

ถึงแม้พื้นที่สุสานจะกว้างใหญ่มาก แต่เราก็ไม่ได้ขุดแบบไร้ทิศทาง เพราะตัวสถูปไม่ได้ฝังอยู่ในดินด้วยความสูงโผล่พ้นป่าหญ้ารกร้าง ทำให้เรารู้จุดที่จะสำรวจ รวมทั้งมีฐานเจดีย์ให้เห็น จึงเริ่มสำรวจบริเวณนั้นก่อน ชิ้นแรกที่ขุดพบคือ ชิ้นส่วนของบาตร ซึ่งเป็นบาตรพระราชทานที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิและบรรจุไว้ในเจดีย์ พม่าเรียกว่า “บาตรแก้วมรกต” ประดับประดาด้วยกระจกสีฉาบปรอท มีเส้นทอง นอกจากนี้บาตรดังกล่าวยังตั้งอยู่บนพานแก้วแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกระจกเขียนสีลายเทวดาและลายต่าง ๆ สวยงามมาก

จากข้อสังเกตที่เชื่อว่าเป็นบาตรของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร คือ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเมียนมาที่มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ คือ ข้อที่ 1 พระเถระธรรมดาไม่สามารถใช้บาตรลักษณะนี้ตั้งอยู่บนพานแก้วแว่นฟ้าได้ ต้องเป็นของที่พระราชทานเท่านั้น ข้อที่ 2 เจ้าประเทศราชที่บรรจุพระศพหรือบรรจุอัฐิอยู่บริเวณสุสานล้านช้างทั้งหมดมีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีหัวหน้าวงศ์ตระกูลหรือเจ้าประเทศราชที่เป็นลำดับพระมหากษัตริย์ที่เป็นระดับมหาเถระ ดังนั้นบาตรนี้จึงเป็นสมณศักดิ์ของพระเถระเท่านั้น ข้อที่ 3 สายวงศ์สกุลของชาวต่างชาติประเทศราชทั้งหลาย ไม่มีสายสกุลไหนที่เดินทางไปเมียนมาทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ มากเท่ากับสายสกุลอยุธยา

อย่างไรก็ตาม คณะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขุดลงไปแค่เจดีย์ 2 องค์ที่เห็นเท่านั้น ก่อนจะขุดต้องทราบโครงสร้างก่อน โดยเริ่มดายหญ้า นำแปรงค่อย ๆ ปัด บันทึกวาดภาพ วัดขนาดและวิเคราะห์ร่วมกันกับนักวิชาการเมียนมา พบต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อายุประมาณหลายร้อยปีที่โอบอุ้มเจดีย์ทรงโกศไว้ด้วย จากนั้นค่อย ๆ เปิดหน้าดินก็เจอโครงสร้างค่อนข้างใหญ่ซึ่งคาดว่าจะเป็นวิหาร แต่ด้านบนพังไปหมดแล้ว เพราะในสมัยนั้นน่าจะใช้เครื่องไม้ เสาไม้ ซึ่งเป็นที่นิยมของพม่า ไม้ย่อมผุพังไปตามกาลเวลา แต่พื้นเป็นอิฐยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังเจอกำแพงแก้วและฐานเจดีย์มากมาย

เจดีย์องค์หนึ่งอยู่ตรงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อขุดลงไปไม่ลึกมากก็เจอบาตร ตัวพานซึ่งเป็นไม้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม้อยู่ในดินโดนความชื้นปลวกก็กิน แต่กระจกอยู่ได้ตลอดและมีดินโอบอุ้มไว้ ส่วนตัวบาตรฝังไว้ในดิน ทำจากดินเผาประดับกระจก จากการศึกษาของที่นิยมทำในสมัยราชวงศ์พระเจ้าปดุงก็เป็นบาตรดินเผาเคลือบ แต่ลายซึ่งประดับกระจกไม่เหมือนกับของคนอื่น เพราะเป็นบาตรที่ทำมาเพื่อพระองค์ เท่าที่ทางนักวิชาการเมียนมาไปดูมาบอกว่าไม่เคยเจอลายที่สวยขนาดนี้ แต่รูปแบบการติดกระจก และบาตรดินเผาเคลือบเป็นสมัยนิยมก็จริง แต่ฝีมือขนาดนี้ชาวบ้านทำหรือใช้เองไม่ได้ ต้องเป็นการสั่งทำเฉพาะกษัตริย์ และจากการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเปิดบาตรพบพระบรมอัฐิ ประกอบด้วย พระเศียร กราม และชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะในสมัยก่อนจะใช้ไฟต่ำตอนถวายพระเพลิง จึงเหลือเศษพระอัฐิหลายชิ้น ที่สำคัญพระอัฐิทั้งหมดห่ออยู่ในผ้าเหลืองซึ่งเป็นผ้าจีวร จึงเน้นย้ำได้ว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

ต่อมาทางการเมียนมาประกาศว่า ไม่สามารถรื้อถอนสุสานได้แล้ว เพราะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองอมรปุระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการประท้วงจากหลายฝ่ายจนเป็นข่าวอยู่เรื่อย ๆ ไทยจึงไปขออนุญาตที่จะปฏิสังขรณ์หรืออนุรักษ์ไว้จากซากโบราณสถานที่มีอยู่เดิม และนำสิ่งของที่ค้นพบไปบรรจุ และตั้งชื่อโครงการว่า “โครงการอนุสรณ์สถานมหาเถระสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สุสานล้านช้าง อมรปุระ” (Mahatera King Udumbara Memorial Ground) โดยการรวบรวมกลุ่มนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของเมียนมา ซึ่งเป็นคนเชื้อสายอยุธยามาร่วมโครงการด้วย

ทันทีที่ได้รับคำตอบอนุญาต ขั้นตอนต่อไปคือจะทำการอนุรักษ์บริเวณสุสานหลวงแห่งนี้ไว้ โดยเป็นโครงการที่ทำร่วมกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของเมียนมา เพื่อให้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของพม่าที่แสดงถึงความสำคัญระหว่างพระมหากษัตริย์พม่ากับพระมหากษัตริย์ไทย เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวพม่าเชื้อสายไทยที่อยู่ที่พม่า

อีกไม่นานเราจะได้เห็นอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่โบราณสถาน ที่เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ไทยองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ เพื่อให้ชาวไทย ชาวเมียนมา และชาวไทยเชื้อสายพม่าได้ร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เพราะขณะที่อยู่ที่พม่าหรือเมียนมา พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของชาวไทยกว่าหนึ่งแสนคน หากคนไทยมีโอกาสเดินทางไปเมียนมา ก็สามารถเดินทางไปสักการะได้

KORN  บล็อกเกอร์ผู้รักการท่องเที่ยวทุกลมหายใจ  จะพาไปพัก ไปกิน ไปดู และแบ่งปันกัน