หนองหว้า ตะกร้าแห่งชีวิต

0
52

Don’t put all your eggs in one basket. อย่าเก็บไข่ทุกฟองรวมไว้ในตะกร้าใบเดียว สำนวนฝรั่งที่แปลไทยว่าอย่าประมาท ควรมีช่องทางเผื่อเหลือเผื่อขาดเสมอนี้ ออกจากปากของพี่สุเชษฐ์ บัวลพ เกษตรกรมืออาชีพแห่งบ้านหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา “เผื่อไข่ตะกร้านี้แตกจะได้มีอีกตะกร้ายังอยู่ จำไว้”

เราพบพี่สุเชษฐ์ในวันฟ้าครึ้มเมฆรั่ว ใต้ถุนเรือนไม้ขนาดใหญ่เป็นที่พักนั่งคุย ไม่บอกไม่รู้เลยว่าที่นี่เคยแล้ง

“ผมมาที่นี่เมื่อปี 2522  ตอนนั้นมีการถามกันว่าใครอยากมารวมกลุ่มทำการเกษตรกันบ้าง สมัยนั้นแถวนี้ พนมสารคามนี่สีแดงนะ ไอ้การจะมารวมกลุ่มกันนี่ คนก็หาว่าจะเป็นคอมมูน-คอมมิวนิสต์อะไรรึเปล่า แต่ผมไม่มีอะไรจะเสีย เขาเปิดรับรุ่นแรกก็มาสมัครเลย”

เวลานั้น พนมสารคามเป็นดินปนทรายแห้งแล้งไม่มีวี่แววว่าจะปลูกอะไรได้ จะเสียหายอะไรถ้าจะมีคนมาลงทุนเอาพันธุ์หมูและวิชาการเลี้ยงหมูมาให้ เริ่มจากไม่กี่ตัว ก็ขยายพันธุ์เป็น 50 แม่ 100 แม่

“ได้ลูกหมูเดือนละประมาณ 500 กว่าตัว เดือนนึงจับครั้งเดียว มีสัญญาว่าต้องขายให้เขาตัวละ 80 บาท”  พี่สุเชษฐ์เล่า “เลี้ยงหมูมีเวลาว่าง ผมก็ปลูกแตงกวา ขายได้อีกกิโลละบาท”

ให้ภาพแทนคำอธิบาย ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ

ถามว่าวันนี้รวยไหม พี่เขาตอบว่า “สมัยก่อน ก่อนที่จะมาอยู่ในฟาร์ม เราอยากกินเนื้อสักกิโล ผมต้องไปทำงานรับจ้างสักอาทิตย์ ถึงจะได้กิน  เดี๋ยวนี้เหรอ .. อยากได้ปิคอัพคันนึง ผมเบิกเงินวันนี้ซื้อยังได้เลย”

แสดงว่าเก็บเงินเก่ง “เก่งไหม ไม่นะ เมียผมมากกว่า บางทีเขาไปตลาด กลับมาบ้านบอกว่า ซื้อทองมา 5 บาทนะวันนี้ เขาไม่ต้องถามผมซักคำ”

ทุกวันนี้กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองหว้าจดทะเบียนเป็นบริษัทหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าจำกัด  ชาวบ้านที่เคยมี 50 ครอบครัวในรุ่นแรก มีทั้งหายไปและขยายเพิ่ม ปัจจุบันมีประมาณ 70 กว่าครอบครัว ต่างก็มีหุ้นในบริษัทนี้ นอกจากทำการเกษตรที่นี่ได้ผลผลิต ได้เงินปันผลแล้ว บริษัทไปลงทุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่อื่นอีก

จึงไม่แปลกที่พี่สุเชษฐ์จะคุยกับเราได้ด้วยประโยคข้างต้น

ฟ้าครึ้ม เราลาพี่เชษฐ์ที่โรงเห็ด ที่เป็นเสมือนตะกร้าใบใหญ่อีกหนึ่งใบที่พี่เขามี  เพราะนอกจากเลี้ยงหมู ปลูกผักแล้ว เห็ดของพี่สุเชษฐ์ก็เก็บได้ครั้งละเป็นหมื่น

ให้ความเย็นของฝน ชะความร้อนผ่าวที่ขอบตาเราไปบ้างก็ดีเหมือนกัน

มัวอิจฉาตาร้อนไม่ได้อะไรขึ้นมา เราไปคุยกับประธานกรรมการบริษัทหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าจำกัด ให้รู้กันไปเลยดีกว่า ว่าชุมชนเกษตรริมถนนฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรีนี้ มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดูงานที่น่าสนใจที่สุดในนาทีนี้

นาทีที่โควิด19 เพิ่งจาง เจ๊เขียว ได้มีโอกาสเป็นคนหนึ่งในกลุ่มแรก ที่เจ้าบ้านเปิดต้อนรับ

หมอตั้ม ภักดี ไทยสยาม คือผู้บุกเบิกรุ่นแรกไม่แพ้พี่สุเชษฐ์ โดยมีครอบครัว คือพี่อู๊ดผู้เป็นภรรยา และหมอเอยลูกสาวคนสวยผู้เกิดที่นี่เป็นแรงใจสำคัญ

หมอตั้มเป็นสัตวบาลของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ลาออกมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเมื่อสี่สิบปีก่อน ทั้ง ๆ ที่บ้านเกิดของหมออยู่ถึงนครศรีธรรมราช และที่ดินตรงนี้ในครั้งกระโน้นก็แล้งกันดารเหลือเกิน

“สี่สิบปีที่แล้ว ที่นี่เป็นที่รกร้าง มีแต่มันสำปะหลัง ท่านประธานธนินท์ (เจียรวนนท์) มาดู ก็อยากพิสูจน์ว่า เมื่อเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเงินทุน ไม่มีเทคนิก ถ้าเราจัดให้เขามารวมกัน โดยซีพีหาเงินทุนให้ นำอาหารสัตว์ พันธุ์สัตว์มาให้ เอาความรู้มาให้ จะทำต่อได้ไหม”

ด้วยการนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทาง ซีพีรวมที่ดินได้ 1,253 ไร่ ให้สิทธิ์แรกกับเจ้าของที่ดินเดิม ได้ผู้เข้าร่วมประมาณ 20% ที่ได้คนน้อย เพราะหลายคนคิดว่าเป็นระบบคอมมูนจึงไม่กล้ามายุ่ง  ภาครัฐจึงช่วยสานต่อ โดยการคัดเลือกเกษตรกรยากจนจากทั่วประเทศมารับสิทธิ์นี้ แบ่งที่ดินให้ครัวเรือนละ 24 ไร่ ไม่ใช่ให้เปล่า แต่ต้องหารายได้มาจ่ายหนี้

ด้วยหลักการ 4 ประสาน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน เอกชน และเกษตรกร โครงการทดลองจึงเกิดขึ้น ภาครัฐจัดหาสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำ เข้ามาให้ เกษตรกรรวมกลุ่มกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ โดยมีเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วบริหารการเงินให้ในช่วง 10 ปีแรก

หมอตั้มเป็นสัตวบาลของบริษัทฯ ที่เข้ามาช่วยดูแลระบบการเลี้ยง “เมื่อก่อนเลี้ยงหมู 1 แม่ คนทั้งครอบครัวต้องช่วยกันเลี้ยง ท่านประธานธนินท์ก็หักมุม เอาทั้งหมดมาเลี้ยงในโรงเรือน ให้อาหารถูกต้อง มีซองคลอด มีวัคซีน ให้ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่”

และแล้วหมอตั้มก็กลายมาเป็นเกษตรกรเสียเองเพราะ  “มีเกษตรกรรายหนึ่ง พอได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็อยากกลับไปทำนาที่เขาชอบ ก็ขายให้ผม ผมก็เลยลาออกมาทำแทนตั้งแต่นั้น”

หลังจากพ้น 10 ปี แรก เกษตรกรใช้หนี้คืนธนาคารทั้งหมด 17.8 ล้านบาทแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้เปิดเป็นบริษัทหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าจำกัด เกษตรกรทุกคนได้ถือหุ้นเท่ากัน คือหุ้นละ 100 บาท จำนวน 200 หุ้น เลือกตัวแทนมาเป็นคณะกรรมการบริหารคราวละ 2 ปี  เมื่อครบวาระถ้าได้รับเลือกใหม่ก็เข้ามาทำงานต่อ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ถอยออกไปทำหน้าที่เพียงที่ปรึกษา

ถามว่าทำไมต้องรวมตัวกันเป็นบริษัท หมอตั้มแจงให้เป็นข้อ ๆ

  1. เพื่อการทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
  2. สินค้าเป็นลูกหมู ถ้าแยกกัน 50 ราย ก็จะได้ 50 คุณภาพ เมื่อรวมกันก็ได้มาตรฐานเดียวกัน ขายสู้คนอื่นได้
  3. ซื้ออาหารสัตว์คราวเดียว ประหยัดและต่อรองได้มากกว่า
  4. เลี้ยงระบบปิด ป้องกันโรคได้ง่าย

เวลาสี่สิบปีพิสูจน์สิ่งที่ทุกคนทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตรงหน้า หมูนับร้อยในฟาร์มที่ขายได้ทุกเดือน ไก่อินทรีย์ที่เลี้ยงไว้ขายไข่นับพันฟองต่อวันทำเงินรายได้เกินคุ้ม แถมเลี้ยงม้าได้เพราะมีหญ้าขึ้นตามธรรมชาติให้กินฟรีไม่ต้องซื้ออาหารสัตว์ ดินได้รับปุ๋ยปรับปรุงบำรุงให้ดีขึ้น ปลูกพืชงอกงามทั้งยางพารา มะม่วงและผักผลไม้อื่น ๆ

“ความสำเร็จคือหลุดจากความยากจน ลูกหลานพัฒนา, ความสุขคือชุมชนน่าอยู่ ไม่มียาเสพติด ไม่มีลักขโมย” ประธานกรรมการบริษัทหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าบอกย้ำว่า “เมื่อความยากจนหมดไป เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว ก็ต้องควบคู่ไปกับการสร้างสังคม ผมคนเดียวทำไม่ได้หรอก”

ทุกเย็น เด็ก ๆ บ้านหนองหว้าจะมาผลัดกันฝึกอ่านข่าวกระจายเสียงให้ฟังทั้งชุมชน ใครชอบกีฬาก็มีโค้ชฟุตบอลมืออาชีพมาฝึกให้ มีบริการตัดผมฟรีในโรงเรียนทุกสัปดาห์ต่อเนื่องมา 20 ปี และทุกเช้าวันเสาร์ จะมีสภากาแฟที่หมอตั้มนำแบบอย่างมาจากบ้านเกิดทางใต้ มีขนมมีกาแฟมีไข่ต้มกิน พูดคุยสังสรรค์กัน โดยทำกล่องใส ๆ ไว้ให้หยอดเงินทุนกองกลาง

“แต่เราจะไม่คุยกันเรื่องการเมือง” หมอตั้มบอก “การเมืองมันเป็นเรื่องความขัดแย้ง มีพวกมึงพวกกู เราบอกชาวบ้านว่า ประเทศไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว จะให้ผมใส่เสื้อสีนั้นสีนี้ไปประกาศเรื่องใหญ่ ๆ เช่นบอกว่าเรารักเจ้าพระยา เราทำไม่ได้ แต่ถ้าเรามีแม่น้ำเล็ก ๆ ของเราที่หนองหว้า เราทำสะอาดใสได้ เราทำชุมชนของเราให้ดีไว้ วันหนึ่งประเทศก็จะดี”

ด้วยมีคุณพ่อคิดแบบนี้ คุณแม่และคุณลูกก็จึงสืบทอดวิธีคิดแบบเดียวกัน

“คุณพ่อสอนให้รู้จักมองว่า ถ้าจะทำอะไรต้องคิดแบ่งปัน ต้องคิดว่ามีใครขาดอะไร เราจะเติมอย่างไร ถ้าต่างคนต่างเติมส่วนขาดให้กันและกัน สังคมก็อยู่ได้”

เราคุยกับหมอเอย แพทย์หญิงภัทรมนต์ บุตรสาวหมอตั้มเพียงสั้น ๆ ระหว่างที่หมอเอยกำลังจะกลับไปทำงาน แต่การได้คุยกับคุณอู๊ด อมรจิตร ไกรสยาม ภรรยาหมอตั้ม ทำให้เห็นภาพครอบครัวอบอุ่น ที่มีวิถีกึ่งกลางระหว่างชนบทกับเมือง

การละทิ้งชีวิตคนเมืองใหญ่ไปเป็นเกษตรกรก็ไม่ง่าย แต่คุณอู๊ดทำได้

“มาอยู่ทีแรกร้องไห้” คุณอู๊ดเล่าย้อนไปสามสิบกว่าปีก่อน ในฐานะภรรยาที่ติดตามสามีมาทำงานกับพื้นที่แล้งกันดาร ต้องปรับตัวอย่างหนัก “ลาออกจากงานมาค่ะ สมัยนั้นถนนข้างหน้านี่เป็นดินแดงเชียว ขรุขระเข้าออกลำบากมาก แต่ก็อยู่ได้ ชีวิตที่นี่แทบไม่ต้องใช้เงินเลยค่ะ พอลูกโตไปโรงเรียน ก็ไปส่งลูกแต่เช้า แล้วกลับมาบ้าน เย็นก็ไปรับกลับ ช่วงที่ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ขับพาเข้ากรุงเทพฯ ไปสถาบันติวแถวพญาไท กลางวันถ้าไม่มีที่ว่างก็นั่งกินข้าวในรถ เรียนเสร็จก็พากันกลับ ดังนั้นเวลาที่ได้อยู่กับลูกมาก ก็คือในรถ”

ความอุตสาหะของพ่อแม่ส่งผลสำเร็จ ลูกสาวได้เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันนี้หมอเอยเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทราและเปิดคลีนิคร่วมกับนายแพทย์ณัฐพงษ์ สามีผู้เป็นแพทย์และชอบวิถีเกษตรเช่นกัน

“คิดดูสิ ถ้าเป็นหมอแล้วปลูกผักได้งอกงามดี มันเท่นะ” คุณอู๊ดแม่ยายเล่าถึงคำพูดลูกเขย ที่ไม่ได้มาร่วมวงคุยด้วยในวันนี้ ช่วยให้เราเห็นภาพครอบครัวต้นแบบ สมกับเป็นบ้านผู้นำชุมชนที่ผ่านร้อนหนาวมานาน

พื้นดินชุ่มเขียว ฟาร์มสัตว์สร้างรายได้ ครัวเรือนเพิ่มจำนวน บ้านหนองหว้ากลายเป็นต้นแบบให้ใครต่อใครมาท่องเที่ยวดูงาน ในตอนท้ายของการพูดคุย หมอตั้มบอกว่า “ผมไม่อยากให้ใครยึดอาชีพเดียว เมื่อก่อนไม่เสี่ยงหรอก สิบปีก่อนเลี้ยงหมูอย่างเดียวได้ แต่มาภายหลังนี่มีโรคมหัศจรรย์มา อะไรก็เกิดขึ้นได้ ใช่ไหมครับ 
ผมไม่อยากอยู่ที่นี่จนผมตายไป ผมอยากไปอยู่ที่อื่น แล้วมองกลับมาที่นี่ เห็นความเจริญที่คนรุ่นหลังทำ แล้วเราเป็นที่ปรึกษา”

Like father, like daughter พ่อเป็นอย่างไร ลูกก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

“เอยไม่เคยรู้สึกว่าอาชีพเกษตรกรยากจน ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตลำบากแตกต่างจากคนอื่น การที่เราได้ไปเรียนวิชาแพทย์  10 ปี กลับมาเราก็มองโลกกว้างขึ้น เอยถูกสอนให้เรียนรู้ว่าคนเราต้องปรับตัว พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง เมื่อไรก็ตามที่เราปรับตัวควบคู่ไปกับการรวมกลุ่ม เราอยู่ได้ค่ะ”

ก่อนรีบกลับไปทำงานที่คลินิกซึ่งมีคนไข้รออยู่ หมอเอยบอกกับเราว่า

“ชีวิตคนเรา สุดท้ายเรามีอาชีพเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เราทำหลายอาชีพ  ที่ที่เราอยู่ต้องมีที่ทางให้เราทำอาชีพเสริม เราไม่อาจทำเกษตรกรรมเป็นหลักได้ แต่เราก็สามารถอยู่ในที่ที่มีเกษตรกรรมรายรอบได้”

เป็นหมอที่ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ด้วยได้ หรือเป็นเกษตรกรที่ส่งลูกเรียนหมอได้ นี่แหละชีวิตในอุดมคติของใครหลายคน

ครอบครัวไกรสยาม พูดเป็นเสียงเดียวกันเหมือนที่พี่สุเชษฐ์บอกไว้แต่แรก

“ไข่น่ะต้องมีหลายตะกร้า เผื่อตะกร้าหนึ่งแตก จะได้ยังมีตะกร้าสองตะกร้าสามอยู่”

เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด ปลูกพืช ทำควบคู่กันไปเผื่อเหลือเผื่อขาด

ขอแค่มีตะกร้าที่แข็งแรง วางรวมกันได้มั่นคงเท่านั้น.

คุณว่ามั้ย?

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า
109 หมู่ 3 ต.บ้านซ่อง  อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 24120
โทร. 038 5570812, 038 557119

KORN  บล็อกเกอร์ผู้รักการท่องเที่ยวทุกลมหายใจ  จะพาไปพัก ไปกิน ไปดู และแบ่งปันกัน