เที่ยวปาย…ชมสวนเกษตรพอเพียง…บ้านสวนอคิราห์

0
28

ระหว่างทางจากเชียงใหม่ ถึง อ.ปาย มีจุดแวะที่ต้องบันทึกไว้
บ้านสวนอคิราห์
 พื้นที่เล็ก ๆ ที่ล้อมด้วยนาข้าว กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเกษตร ที่เกิดโดยความตั้งใจ

พ่อหลวงประยูร ปิมปา เป็นเจ้าของ พ่อหลวงในภาษาถิ่นหมายถึงผู้ใหญ่บ้านที่คนในชุมชนให้ความนับถือ ส่วนชื่อของบ้านสวนแห่งนี้ มีความหมายว่าแสงของพระอาทิตย์

คุณประยูรหรือพ่อหลวงประยูร เริ่มทำที่นี่เป็นพื้นที่เกษตรเมื่อเดือนธันวาคม  2558 เดิมเป็นลานกางเต็นท์ ไม่มีบ้าน
โดยทำนาปีละครั้ง วันหนึ่งก็หารือกับภรรยาคือคุณเนตรนภา ว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่นี้ทำประโยชน์ได้ตลอดปี คิดไปคิดมา ไม่มีอะไรดีกว่าการเริ่มศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่

พื้นที่ 30% แรกคือแหล่งน้ำ บริเวณนี้อาศัยลำน้ำปาย ลำเหมืองธรรมชาติที่มาจากเขาแม่ปิง แต่ไม่พอ เลยขุดบ่อด้านหลัง เลี้ยงปลานิล ทับทิม หมอตาล

30% ที่ 2 คือพื้นที่นาข้าว ปลูกพืชผลสวนครัว พืชเศรษฐกิจ พ่อหลวงพาเราเดินดูมะนาวพันธุ์ทูลเกล้าที่ปลูกในถังซิเมนต์ เรียงเป็นแนวยาว ผลดก ลูกใหญ่เบ้อเร่อ เคยเส้นรอบวงที่ใหญ่ที่สุด 22 ซม.
 

นอกจากนี้ยังมีกล้วยหอมทอง
แต่กล้วยหอมมันล่อแมลง ตอนนี้เลยเอาผักเชียงดากับผักไชยาปลูกแทนไปก่อน เพื่อคัดวงจรโรคและแมลง” พ่อหลวงอธิบาย โดยมีแม่ไก่เดินเฉียดไปข้างหน้า

“เราปลูกผักสวนครัว วิธีเลือกปลูกคือ กินอะไรปลูกอย่างนั้น ที่เหลือก็ขาย พริก มะเขือ กะเพรา ผักกาด ปลูกหมด”
สุดท้ายเป็นโรงเรือน คอกปุ๋ย คอกสัตว์ พ่อหลวงและคุณเนตรนภา พาเราเดินเลาะเลียบดูคอกสัตว์ มีวัว มีหมูจินหัว 3 หมูป่า 7 หมูพื้นเมือง 9
“ฝรั่งวีแกนไปไถ่ชีวิตมา เอามาฝากเลี้ยง แล้วก็อาสามาช่วย”

 

ออกมาเที่ยวชนบท อย่าแปลกใจที่จะเจอชาวต่างชาติ ที่เข้าใจวิถีไทยดีกว่าคนไทยในเมืองหลวงจะเข้าใจเสียอีก

“ปุ๋ยทำเอง ใช้สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ ทำกองใหญ่แบบไม่พลิกกอง เป็นฐานเรียนรู้ให้เกษตรกรดู ว่าทำเกษตรอินทรีย์ จะรอดหรือ..รอดสิ ” ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นประจักษ์


“ปุ๋ยที่ทำใช้ เหลือก็จำหน่าย กก.ละ 7-15 บาท วิธีทำก็ทำจากขี้วัว เศษใบไม้ กากถั่วเหลือง เศษข้าวโพด เราไม่ได้ปลูกข้าวโพดก็ซื้อชาวบ้านเขามากระสอบละ 5 บาท เราเน้นใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ลดการเผาเอาไปผึ่งยับยั้งจุลินทรีย์ให้หยุดทำงานก่อน ถ้าเศษใบไม้กับขี้วัว 3:1 ถ้าเป็นฟาง 4:1 เพราะฟางย่อยง่าย รดน้ำทุกวันให้จุลินทรีย์ทำงาน 2 เดือนจะค่อย ๆ ยุบลงไป ใช้ได้ ไม่เหม็นหรอก ปุ๋ยขี้วัวจะไม่มีกลิ่น”
ต้นไม้ได้ปุ๋ยจากสัตว์เลี้ยง แล้วสัตว์เลี้ยงล่ะ กินอะไร ?

“เข้าพรรษานี่จะมีข้าวจากวัดเหลือเยอะ เศษข้าวที่ฉันไม่หมด ถวายแล้วไม่หมด ก็เอามาให้ไก่ให้หมู
ขี้หมูก็ล้างลงบ่อปลา ให้ปลากิน เนื้อปลาจะแน่น อร่อย
ปลาหมอตาลนี่เป็นหมอชุมพรผสมกับปลานิล เนื้อจะแน่น มีไข่เป็นลิ่มเหมือนสลิด”
ระหว่างเดินชมพื้นที่เกษตร เราเห็นไก่เดินไปทั่ว สักพักก็เหมือนจะไปซุกคุ้ยดินหาที่หย่อนร่างลงนั่ง ดูท่าทางสบายใจ  พ่อหลวงเลยพาไปเก็บไข่ไก่

“ไก่พวกนี้เราเลี้ยงแบบปล่อย ให้อิสระ เขาอยากไข่ตรงไหนเขาก็ไข่ พอเราเก็บเสร็จ วันรุ่งขึ้นเขาจะไปวางไข่ที่อื่น ไม่มีซ้ำ”
น่าจะสนุกดี ถ้าทุกเช้าได้เดินเดาว่าไก่อินดี้พวกนี้จะไปหย่อนไข่ไว้ตรงไหนบ้าง
นอกจากดูสัตว์ดูพืชผลในสวนแล้ว ความรู้ใหม่ที่เพิ่งเจอที่นี่อีกอย่างคือเมล็ดศุภโชคนั้นกินได้
ทุกเทศกาลของขวัญ จะมีต้นไม้ชนิดหนึ่งถูกจับใส่กระถาง ลำต้นเหนียวถักเปียดัดทรง แล้วผูกโบว์แดงเป็นกำนัลให้กัน เรียกชื่อว่าต้นศุภโชค ต้นนี้แหละที่หากนำลงดิน รอให้ออกดอกออกผลไม่กี่ปี เมล็ดของมันนำมาคั่วหรือทอดกิน อร่อยกว่าแมคคาดีเมียเสียอีก ตอนนี้กำลังฮิต ขายกันกิโลกรัมละ 700 บาท


เช่นเดียวกับพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ การจะขอการรับรองว่าเป็นเกษตรอินทรีย์แท้ ๆ ทำได้ยากมาก ต้องมีแนวกันชน มีแหล่งน้ำของตัวเอง ส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยความเชื่อใจ
และพื้นที่เพียง 2 ไร่ครึ่ง ก็เพียงพอที่จะทำกินในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องขยายใหญ่โตจนต้องโฆษณา
“ที่นี่ทำเล็ก ๆ ให้เป็นต้นแบบ ถ้าทำใหญ่ ชาวบ้านจะบอกว่าทำได้สิ มีเงินน่ะ แต่พอทำเล็ก ๆ ชาวบ้านเข้าถึง ทำตามได้”
แบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์ดี โดยไม่เดือดร้อนโกลาหล

ใครสนใจติดต่อไปดูงานได้
คุณเนตรนภา ปิมปา บ้านสวนอคิราห์
พ่อหลวงประยูร ปิมปา คุณอุ๋ย 081 491 5469

KORN  บล็อกเกอร์ผู้รักการท่องเที่ยวทุกลมหายใจ  จะพาไปพัก ไปกิน ไปดู และแบ่งปันกัน