Two Temples ep.1 มีนัดที่วัดอรุณ

0
17

“แปดโมงเจอกันที่ ร้านกาแฟวัดอรุณ ค่ะ”
ครูอ้น ฐานวดี สถิตยุทธการ คนเก่งแห่งวงการบทละคร นัดให้พบ อ.นัท จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา
ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

วันนี้เราจะเที่ยววัดแบบเบา ๆ มีคนเล่าเรื่องสนุกเติมปัญญา ..ใครชอบตามมาค่ะ.. ยาวไป ยาวไป

ตามเรื่องเล่าว่าวัดนี้ได้ชื่อวัดแจ้ง ก็เพราะครั้งพระยาตากหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงรวบรวมไพร่พลล่องชลมารคตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะทรงหาที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ มาสว่างแจ้งตรงหน้าวัดพอดี จึงเรียกชื่อว่าวัดแจ้ง แสงแดดส่องกระทบยามเช้า เพราะวัดหันหน้าไปทิศตะวันออกค่ะ

ถ้าถามว่าพระองค์น่าจะทรงเห็นสิ่งก่อสร้างใด เรา ๆ สันนิษฐานว่าเห็นพระปรางค์ แต่เปล่าเลย อ.นัทบอกว่าทรงเห็นพระอุโบสถและพระวิหารต่างหาก เพราะพระปรางค์เก่านั้นเล็ก ปรางค์ที่เรายุคนี้เห็นกันเพิ่งสร้างในสมัยหลังครั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว

วัดอรุณได้ชื่อวัดตามพระพุทธรูป ชื่อ พระอรุณ
ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงอัญเชิญมาจากหัวเมืองล้านนา ถ้าอยากเห็นอยากกราบไว้บูชา เชิญเข้าพระอุโบสถค่ะ

ไปนั่งสงบจิตสำรวมใจกราบพระประธาน คือ
พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์

ส่วนพระอรุณ คือพระพุทธรูปสีนาก ปางสมาธิ องค์ขนาดย่อมที่อยู่เบื้องหน้าพระประธานค่ะ เห็นในรูปไหม.. ทุกภาพมีคำบรรยาย เก็บจากเรื่องที่ อ.นัทเล่า มาบอกต่อ ไม่อยากให้หายไปเปล่า ๆ

มาวัดอรุณไม่เดินชื่นชมพระปรางค์ก็คงจะพิลึกคน
พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพมหานคร เพราะเด่นสู้ฟ้าเป็นสง่าอยู่หัวโค้งลำน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก สร้างโดยช่างฝีมือเยี่ยมยุทธ์ตลอดกาล ที่ว่าเยี่ยมยุทธ์เพราะสุดยอดทั้งในทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม คิดดูสิ สองร้อยกว่าปีแล้วยังแทบไม่เอียงให้เห็นเลย

 

ในทางสถาปัตยกรรมและคติชนวิทยา พระปรางค์ก็งดงามสมสัดส่วน ราวกับชะลอเอาเขาพระสุเมรุมาไว้บนโลกมนุษย์ มีองค์ปรางค์ประธานขนาดใหญ่ และพระปรางค์ประจำมุมและมณฑปประจำทิศ รายล้อม มองภาพรวมเป็นทรงจอมแห เพราะเหมือนตรึงแหขึ้นที่สูงแล้วปล่อยชายหย่อนโค้งลงมา ไม่ได้ลาดเป็นเส้นตรงทื่อๆ

ความแปลกอยู่ที่ซุ้มจรนำ (ซุ้มประตูหลอก มีแต่กรอบไม่มีประตูเข้า ปกติจะประดิษฐานพระพุทธรูป ) อยู่ด้านบน มีพระอินทร์ทรงช้าง พระพายทรงม้า แทนที่จะเป็นพระพุทธรูป แต่เป็นเทพยดารายล้อมรักษาพระปรางค์อยู่โดยรอบ

พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ทรงเสริมรากปรางค์เก่าสมัยอยุธยา ที่เดิมความสูงเพียง 8 วา ให้เป็นพระมหาธาตุใหญ่โตคู่พระนคร แต่มิทันเสร็จก็สวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างต่อ ในที่สุดก็ได้ปรางค์องค์งาม ความสูงมโหฬารถึง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบ กับอีก 1 นิ้ว หรือ 81.85 เมตร!

แหงนคอตั้งบ่ามองเห็น นภศูล อยู่บนยอด ถัดจากนภศูลมี มงกุฎ เป็นสิ่งประดับ แสดงนัยยะว่า พระมหากษัตริย์องค์ถัดไปคือ เจ้าฟ้ามงกุฎ เรื่องนัยยะนี้ นักประวัติศาสตร์เล่าสนุกนัก ด้วยว่าพระนั่งเกล้าฯทรงครองราชย์โดยมิตรงตามมณเฑียรบาล เพราะเจ้าฟ้ามงกุฎฯผู้เป็นพระเชษฐาทรงผนวช มิปรารถนาราชบัลลังค์ พระองค์ผู้ทรงเป็นพระอนุชาถูกเลือกโดยเสนาอำมาตย์ด้วยพระบารมีในทางโลกย์ จึงทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงสืบราชสมบัติรอพระเชษฐา

มงกุฎบนยอดปรางค์ก็เสมือนทรงแสดงความนัยนั้นนั่นเอง เล่ากันว่ามงกุฎนั้น. รัชกาลที่ 3 ทรงยืมมาจาก วัดนางนอง และอยู่บนยอดปรางค์จนบัดนี้

อ.นัท เล่าเสริมว่า การที่รัชกาลที่ 3 ทรงได้รับความจงรักภักดีมาตั้งแต่เป็นพระราชโอรสนั้น มิใช่เพียงเพราะทรงมีพระราชทรัพย์มาก แต่เหตุหนึ่งก็เพราะพระเมตตาบารมีแห่งพระราชมารดา เมื่อครั้งเป็นเจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกในรัชกาล ที่ 2

เจ้าจอมมารดาทรงเห็นว่า เมื่อเหล่าเสนาอำมาตย์เสร็จจากการเข้าเฝ้าฯ ถวายกิจการงานเมืองพระเจ้าอยู่หัวในวังหลวง กลับออกมาเวลาดึกดื่นแล้ว น่าจะหิว กว่าจะกลับถึงเรือน ก็คงจะลำบากแก่ลูกเมียบริวาร (และด้วยเวลานั้นไม่มีเซเว่นให้แวะ) จึงทรงห่วงใยโปรดให้ตั้งโรงครัวเลี้ยงอาหารทุกคืน เหตุนี้ เสนาอำมาตย์ได้รับพระเมตตาทุกวันคืน ย่อมเทใจถวาย และพร้อมจะทูลเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเถลิงราชสมบัติในเวลาอันควร

และก็ทรงสืบทอดพระราชกิจที่สมเด็จพระราชบิดาทรงทำไว้อย่างสมบูรณ์ ดังปรากฏจนทุกวันนี้หลายสิ่ง รวมทั้งพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่เมื่อเสร็จแล้ว ก็ยังมีการบูรณะต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5

ถ้าถามวันนี้ ว่าองค์ปรางค์ควรจะมีสีเทาทึมขรึมขลัง หรือขาวกระจ่างอย่างที่เห็นหลังการบูรณะอันกระฉ่อนด้วยเสียงวิพากษ์ปี 2561?

คงต้องศึกษาภาพเก่าและกรรมวิธีสร้างแต่โบราณที่ท่านว่าใช้น้ำปูนเคลือบไว้ บวกกับลองคิดถึงฝุ่นละอองที่คลุมเมือง จนลอยปนเมฆ กลั่นเป็น ฝนกรด ชะล้างหมอกควันพิษลงมาราดรดพระปรางค์นานนับร้อยปี แล้วก็มารอดูกันว่าอีกสักห้าปีสิบปี พระปรางค์ที่ราดน้ำปูนแบบโบราณจนเป็นสีขาว โดนฝนฝุ่นอีกซ้ำ จะมีผิวคล้ำขึ้นอย่างที่เห็นเข้มขลังชินตามาตลอดชีวิตเราไหม ..

ถ้าใช่ ใครที่ก่นกรมศิลป์ ค่อยมาว่ากันใหม่

ส่วนเรื่องที่สงสัยกันว่าชิ้นกระเบื้องเก่าหายไปบ้างหรือเปล่า .. อันนี้กรมศิลป์เขาก็อธิบายว่า ที่ใช้ได้ก็ใช้ ที่ใช้ไม่งามก็เก็บ คิดตามก็สมเหตุสมผลดีอยู่ เพราะคงไม่มีใครเอาไปทำมวลสารปั้นเครื่องรางของขลัง เหมือนที่วัดเก่าร้างห่างไกลปืนเที่ยงบางวัด ชอบทุบ ใบเสมา ไปทำพระเครื่องขายเป็นพุทธพานิชย์หรอกนะ ..

ตอนปล่อยเช่าจะประกาศว่าทำจากมวลสารพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้ไหม? อันนี้คิดเล่น ๆ อ.นัทไม่ได้บอก ..เอ๊ะ หรือใครหนอ จะเก็บเศษกระเบื้องประดับปรางค์ไปขายนักสะสมของเก่า .. คิดมากปวดหัว เดินทัวร์ดีกว่า

นี่ถ้าขึ้นไปบนองค์ปรางค์ มองข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไป จะเห็นวัดโพธิ์ ที่ท่าเตียน พอดี

เขาว่าหากย้อนเวลาไปอยู่ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ทัศนวิสัยร้อยปีก่อน จะมองได้ไกลถึงภูเขาทอง ดังภาพถ่ายเก่าที่ปรากฏมีอยู่

ฝั่งข้างโน้นของเจ้าพระยาคือกรุงเทพฯ ที่ต่อมาก็มี พระบรมมหาราชวัง และ วัดพระแก้ว ที่ทรงให้อัญเชิญพระพุทธรูปมาจากหลวงพระบาง แล้วแวะพักประดิษฐานกลางทางหลายวัด รวมทั้งวัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง ที่วัดนี้ พระแก้วมรกต เคยแวะพักเป็นมิ่งขวัญอยู่นานถึง 5 ปี

วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดในวังหลวงในช่วง กรุงธนบุรี เป็นราชธานี ช่วงนั้นไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เมื่อรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีทรงย้ายเมืองหลวง ข้ามมาสร้างพระราชวังหลวงใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา วัดแจ้งจึงเปลี่ยนมามีพระสงฆ์ในยุคหลัง

ถามว่าทำไมต้องย้ายเมืองหลวง?

ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ทรงมีพระวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมในการทรงเลือกที่ตั้งเมือง คือเป็นเมืองเล็ก ง่ายแก่การดูแล เป็นเมืองที่เหมาะทั้งการปักหลักตั้งมั่น และหากข้าศึกรุกมาประชิดคับขัน ก็มีทางออกทะเลได้ไม่ไกลนัก จากธนบุรีถึงปากน้ำก็เพียงร้อยกิโล

ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน พระราชวังเดิมขยายไม่ได้เพราะถูกขนาบด้วยวัด ทั้ง วัดโมฬีโลกยาราม ด้านหนึ่ง และวัดอรุณราชวรารามอีกด้านหนึ่ง คนไทยไม่มีธรรมเนียมที่จะรื้อวัดสร้างวัง มีแต่จะต้องรักษาวัดไว้เป็นสำคัญ พระราชวังและที่ตั้งเมืองหลวงใหม่จึงต้องย้ายด้วยประการฉะนี้

ไหว้พระ ลายักษ์วัดแจ้งแล้ว เราออกมาเข้าคิวอย่างมีอารยธรรม เพื่อลงเรือข้ามฟากที่ท่าเรือข้างวัดอรุณ วันหยุดคนเยอะ ต่างชาติแยะ ค่าเรือคนละ 4 บาทเสมอภาค

แต่ค่าเข้าชมวัดนั้น คนไทยเข้าวัดไหนก็ฟรี

ไม่กี่นาทีก็ข้ามมาฝั่งพระนคร ขึ้นจากเรือที่ท่าเตียน
ใกล้เที่ยงแล้ว ใครใคร่กินกาแฟและมื้อกลางวัน มีหลายร้านให้แวะเติมพลังได้ตั้งแต่ท่าเรือ ไล่ไปจนถึงหน้าประตูวัด ทริปนี้มาเที่ยวไม่ได้ชวนชิม แต่อยากบอกว่าร้านกาแฟติดแอร์ชื่อ Gleria Jean’s นั่งสบายดี

อ.นัท นัดเจอเราหลังโบสถ์พระนอน บ่ายโมงกว่า ๆ
เอาละสิ.. ขอซดกาแฟสักโฮก .. ขยักไว้เล่าต่อตอนหน้า ..แต่รับรองไม่ต้องรอนาน..เดี๋ยวได้เจอกัน
……………….
📌กดติดดาว ⭐ #SeeFirst #เห็นโพสต์ก่อน
เพื่อไม่พลาดข้อมูล เที่ยว กิน คุย บันเทิง ที่นี่ทุกวัน
IG : tourism_unbound
FB : tourismunbound
https://www.tourismunbound.com/

KORN  บล็อกเกอร์ผู้รักการท่องเที่ยวทุกลมหายใจ  จะพาไปพัก ไปกิน ไปดู และแบ่งปันกัน