Two Temples ep.2 วัดโพธิ์ วันฝนพรำ

0
45

ยามบ่ายฟ้าครึ้ม เราข้ามฟากมา วัดโพธิ์ ฝั่งท่าเตียน ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร
ถ้าใครมาทางรถ วัดโพธิ์อยู่ไม่ไกลจาก วัดพระแก้ว และ พระบรมมหาราชวัง เดินถึงกันได้ พอหนึ่งเหนื่อย

ปีนี้คนทั่วโลกโหวตให้วัดโพธิ์เป็น สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปเยือน อันดับ 17 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากปราสาทนครวัดของเขมร และทัชมาฮาลของอินเดีย ฮิตแซงหน้ากำแพงเมืองจีนเสียอีก
มีนักท่องเที่ยวสารพัดชาติเข้ามาเดินเที่ยวเฉลี่ยวันละประมาณ 10,000 คน!
ใครสนใจทริปนี้ ตามมาค่ะ ขอเอ้อระเหยในช่วงต้น แล้วค่อยรวบตึงในตอนท้ายนะ..เพราะเมฆสีเทาลอยมาแล้ว
“โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์..” นิราศพระแท่นดงรัง ของนายมี สร้างวลีสำคัญเป็นคำกลอน ให้รู้กันว่าวัดนี้เป็นวัดหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ ย้ายราชธานีข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามา

เรียกให้เต็มยศ วัดนี้ชื่อ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

คำว่าเชตุพนนั้นเป็นนามเก่าแก่ มาจากชื่อ เจ้าเชตุ ( อ่านว่า เจ้า-เชด) ราชกุมารองค์หนึ่ง ที่ร่วมถวายที่ดินเป็นพุทธบูชา เรื่องเริ่มเมื่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ต้องการจะสร้างพระอารามถวายพระพุทธเจ้า พบว่าสวนเจ้าเชตุมีทำเลดี สงบร่มรื่น แต่เจ้าเชตุไม่ขายที่ดินให้ ลีลาตั้งราคาว่าให้เอาทรัพย์สินเงินทองมาปูให้เต็มสิ จึงจะขาย อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องสำแดงศักดาทางการเงิน ปูทองคำเต็มพื้นที่ที่จะซื้อ (บ้างก็ว่าปูด้วยเหรียญเงิน ) แต่เงินทองมาหมดเกลี้ยงตรงทางเข้าสวนของเชตุนี่ละ

เจ้าเชตเห็นความป๋าระดับสิบของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ก็ใจอ่อน เกิดศรัทธาขอร่วมถวายที่ดินด้วย

แค่ที่มาของชื่อวัดก็ยาวขนาดนี้ เดินชมครึ่งวัน จะได้เรื่องราวขนาดไหน

สิ่งสะดุดตาอย่างแรกเมื่อเดินเข้าวัดโพธิ์ คือหมู่พระเจดีย์ วัดโพธิ์เป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุด นับได้ถึง 99 องค์ เจดีย์สำคัญมี 4 องค์ เรียก พระเจดีย์สี่รัชกาล

องค์ที่ประดับกระเบื้องเคลือบสีเขียวคือ พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ประจำรัชกาลที่ 1, ถัดมาคือ พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน องค์สีขาว สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 2, ส่วนองค์สีเหลืองคือ พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร เป็นพระเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 และองค์ที่สี่คือเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินเข้ม เป็นพระมหาเจดีย์ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้นตามแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย กรุงศรีอยุธยา นามว่า พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย

เจดีย์ประจำรัชกาลจบการสร้างลงเพียง 4 องค์ เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้พอแต่เพียงเท่านี้ ทรงให้เหตุผลว่าพระมหากษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์นี้ ทันเห็นกัน จึงให้มีพระเจดีย์อยู่ด้วยกันได้

แต่หากจะสร้างเพิ่มอีกทุกรัชกาล เห็นทีว่าวัดจะไม่มีที่ดินพอสร้างเป็นแน่!

วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์ที่งามและใหญ่ยาวที่สุดในกรุงเทพมหานคร นับเป็นลำดับต้น ๆ ของไทย
(3 อันดับแรก คือ พระนอนวัดบางพลีใหญ่กลาง จ.สมุทรปราการ ,พระนอนวัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง ,พระนอนจักรสี ที่ จ. สิงห์บุรี ..)

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณะวัดโพธิ์ครั้งใหญ่
ทรงให้นำเอาตำราวิชาการต่างๆ เช่น ตำราการแพทย์ โบราณคดี และวรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนทั้งหลาย มาจารึกลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวน 1,360 แผ่น ประดับไว้ตามบริเวณผนังเสาพระระเบียงรอบพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคด และศาลาราย รอบพระมณฑปภายในวัด เรียกกันว่า จารึกวัดโพธิ์

ยูเนสโก เห็นความสำคัญและความดีที่เราดูแลรักษาไว้
จึงขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551
…………….
อีกสถานะที่คนทั่วไปรู้จักวัดโพธิ์ คือต้นตำรับนวดแผนไทย นอกจากแวะมารอคิวนวด หรือสมัครมาเรียนเป็นกิจลักษณะแล้ว ยังมาครูพักลักจำวิธีดูแลตัวเองได้ จาก ฤๅษีดัดตน ที่เป็นหุ่น 40 กว่าตัว สอนท่าทางการดัดเส้นเอนแอ่นร่าง เพื่อแก้ไขอาการปวดเคล็ด บรรเทาทุเลาและป้องกันโรคภัยต่าง ๆ สารพัด

แค่ยืนดูใกล้ ๆ ก็จะได้ยินเสียงไพเราะออกลำโพงเบา ๆ เป็นโคลงกลอนเก่า อธิบายวิธีจัดท่าทางและสรรพคุณแต่ละท่า ให้ฟังไปเรียนรู้ไปด้วยตัวเองฟรี ๆ

ฝนปลายฤดูและเสียงฟ้าคำราม เตือนให้เข้าหลบใต้ชายคา ที่ที่มีเด็ก ๆ มานั่งเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พระอาจารย์กั้นห้องด้วยกระดานดำ ตั้งอกตั้งใจสอน ..เด็ก ๆ ก็สนใจเรียนดี

ที่ระเบียงวัดโพธิ์ มีพระพุทธรูปเรียงราย
อ.นัทใช้ช่วงเวลาหลบฝน สอนวิธีดูพระพุทธรูปว่าเป็นสมัยไหน ใครที่คิดว่าเก่งรู้ดีแล้วควรมาดู เพราะพระพุทธรูปที่ริมระเบียงทางเดินวัดโพธิ์นี้ถือว่าปราบเซียน!

เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ ทรงให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดเก่าวัดร้างทั่วพระราชอาณาเขต มาบูรณะคัดแยก ที่องค์งาม ๆ ไม่ชำรุด ก็พระราชทานให้เป็นพระประธานวัดที่ว่าง แจกจ่ายไป
ที่งามรอง ๆ คัดขนาดใกล้เคียง บูรณะมาจัดเรียงไว้ที่ระเบียงวัดโพธิ์

ความท้าทายอยู่ที่บางองค์บั้นพระองค์หัก พระกรหาย หลายองค์เศียรหายเศียรขาด เพราะเวลาช่างหล่อพระ ต้องคว่ำเศียรลง เนื้อทองหนักๆก็ลงที่พระเศียร แถมพระศอก็เป็นส่วนที่คอดบาง จึงง่ายแก่การหัก ..( และตัด )
การประกอบร่างองค์พระที่รวบรวมมาได้ จึงเป็นจิ๊กซอว์ที่สลับชิ้นสลับยุคกันบ้าง เช่นเศียรอยุธยา หัตถ์ขวากระดกนิ้วก้อยงอโค้งแบบเชียงแสน เป็นต้น
…………..

ปิดท้ายกันที่ริมพระอุโบสถ จุดที่เคยเป็นแหล่งทำเงินและทำลาย .. ที่หลายปีมานี้คนลืมไปแล้วว่าเคยมี

ระหว่างเสาเฉลียงของพระอุโบสถด้านนอกนี้
มีงานแกะสลักเป็นภาพนูนต่ำบนแผ่นหินอ่อนเรื่อง รามเกียรติ์ เรียงตลอดรอบอุโบสถ แผ่นภาพสลักมีทั้งหมด 152 ภาพ และมีโคลงจารึกบอกเล่าเนื้อเรื่อง สลักหินไว้ใต้ภาพด้วย แต่อ่านอย่างไรก็ไม่เห็น เพราะสึกจนเนียนไปหมดแล้ว

ภาพสลักนูนต่ำเรื่องรามเกียรติแต่ละกรอบ เล่าเรื่องแต่ละฉากตอน ตั้งแต่พระรามตามกวาง จนถึงสหัสเดชะตาย อ.นัท จุลภัสสร บอกว่า ถ้าจะติดตามต่อ ต้องไปดูที่ระเบียงวัดพระแก้ว จิตรกรรมฝาผนังรามเกียรตินำเรื่องไปเรียงเล่าอยู่ที่นั่น

แผ่นสลักนูนต่ำทั้งหลายนี้ ช่วงหนึ่งมีคนมาเอากระดาษทาบ ฝนดินสอลอกลายติดกระดาษ ไปขายนักท่องเที่ยว รวมทั้งนักท่องเที่ยวเองก็มาทาบ กดๆลอกๆไปเองด้วย จนกรมศิลป์เกรงว่าภาพจะสึก ลายจะหักเสียหมด ก็เลยห้ามทำอีก ใครอยากดูมาเดินดูเอง ดูด้วยตาได้นานชั่วชีวิต ไม่สึกกร่อน

อ.นัท ยืนเล่าเรื่องรามเกียรติ อย่างผู้เชี่ยวชาญวรรณคดี คนฟังเพลิดเพลิน เด็กน้อยซีนซีน ที่คุณแม่ฝากมาร่วมทริป กลายเป็นคนช่วยเล่า ถามได้ตอบได้ เพราะชอบอ่าน จึงรู้เยอะกว่าผู้ใหญ่หลายคน ..
โบราณจึงว่า ความรู้อาจเรียนทันกันหมด อย่าประมาท คนรู้น้อยวันนี้ ถ้ามีนิสัยรับฟัง เปิดเครื่องรับมากกว่าเครื่องส่ง ก็อาจแซงคนรู้มากวันนี้ได้เหมือนกัน
……………….
ฟ้าคำรามอีกแล้ว ..เตือนว่าการเยือนวัดโพธิ์สมควรแก่เวลาละสิ

มีพบย่อมมีจาก เราขอลาวัดโพธิ์อย่างอาลัย
ถ่ายรูปได้ไม่สวยไม่งามเพราะแสงตะวันไม่เอื้อ …
เชื่อเถอะ ว่างเมื่อไรจะมาอีกแน่

ขอบคุณวิทยากร อ.นัท จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชียวชาญศิลปวัฒนธรรม , ครูอ้น ฐานวดี สถิตยุทธการ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเขียน และมิตรภาพไม่รู้จบ
ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม Tourism Unbound มาถึงบรรทัดนี้
อยากให้พาไปแนะนำสถานที่เที่ยวไหน บอกมาได้เรื่อย ๆ นะคะ ไพร่พลแอดมินเพจ จะแยกย้ายไปหาข้อมูลมาให้ค่ะ.

วัดโพธิ์เปิดทุกวัน 8.00 น.-18.30 น.
คนไทยชมฟรี ต่างชาติคนละ 100 บาท
โทร. 02-226-0335, 02-226-0369

KORN  บล็อกเกอร์ผู้รักการท่องเที่ยวทุกลมหายใจ  จะพาไปพัก ไปกิน ไปดู และแบ่งปันกัน